เขาให้ข้าวกับคนหิว แต่โดนไล่ออก 3 วันต่อมาหัวหน้าเชิญกลับไปทำงาน

0

เขาให้ข้าวกับคนหิว แต่โดนไล่ออก 3 วันต่อมาหัวหน้าเชิญกลับไปทำงาน

สำหรับในช่วงที่ผ่านมานั้นมีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลท่านหนึ่ง โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า โจ เขาเป็นคนบ้านนอกคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องครัว อยู่ในโรงแรมที่ตัวเมือง สำหรับในวันนี้ เป็นช่วงที่กำลังจะปิดร้านแขกก็ออกจากร้านกันไปหมดแล้ว โจเลยจัดการทำอาหารที่เหลืออยู่ในครัว

แต่ทันใดนั้นเองเขาได้ยินผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นหญิงชราที่กำลังเดินหลังค่อม เดินท่อมๆมองๆ เข้ามาขอข้าวกิน หญิงคนนั้นบอกว่าเธอไม่ได้กินอะไรมา 2 วันแล้ว

โจ ซึ่งเป็นคนที่ใจดี เขาเห็นข้าวเหลืออยู่ในหม้อ กำลังจะเอาไปทิ้ง ก็เลยเอาไปให้กับหญิงชราคนนี้กิน หญิงคนนี้ก็เลยพูดขอบคุณเขาแบบไม่หยุดไม่หย่อน

หลังจากนั้นเขาก็ยื่นชามข้าว ให้กับพ่อครัวคนนี้ โจก็ได้ตักข้าวให้จนเต็ม แล้วก็เอาถุงพลาสติกใส่มันถุงเก็บไว้ให้แกกินระหว่างทางด้วย แต่เหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้ทำไมไม่ยอมรับ เขายังบอกอีกว่า กินแค่ข้าวที่เหลือก็พอแล้ว

ในตอนนั้นตอนที่หญิงชรากำลังจะเดินจากไป ทางด้านผู้จัดการร้านของร้านก็เดินเข้ามาพอดี แล้วเขาก็รีบหยิบชามข้าวของหญิงชราคนนั้นโยนลงถังขยะ เขาบอกว่ายอมเททิ้งดีกว่าที่จะเอาไปให้คนอื่นกิน แถมยังด่ายังว่าโจอีกต่างหาก

เจ้าของร้านบอกว่า โรงแรมนี้ทำธุรกิจเพื่อที่จะหาเงินไม่ใช่ให้เอาอาหารมาแจกของทานเข้าใจไหม

หลังจากนั้น โจ ก็ได้ตอบไปด้วยอารมณ์ ก็แค่ข้าวเหลือชามเดียว จะเอาไปทิ้งก็ไม่มีประโยชน์อะไร อีกอย่างหญิงชราคนนี้ก็ไม่ได้มาทุกวันสักหน่อย วันนี้ก็แค่ผ่านมาแค่นั้นเอง ข้าวที่เหลือคิดเป็นเงินเท่าไหร่เดี๋ยวผมจะจ่ายเอง

เมื่อโจพูดจบ ผู้จัดการร้านก็ด่าเสียงดัง แล้วก็โยนเงิน 5000 ลงที่พื้น แล้วก็บอกว่า แกยังจะมากล้าเถียงฉันอีกหรอ รีบเก็บข้าวของของแกแล้วก็ออกไปจากร้านของฉันได้เลย แกโดนไล่ออกแล้ว และนี่ก็คือเงินเดือนเดือนสุดท้าย

โจเก็บเงินขึ้นมา แล้วก็หยิบชามข้าวของหญิงชราคนนั้น ไปตักข้าวใหม่มา 1 ชาม แล้วก็ราดด้วยกับข้าวสำหรับพนักงาน หลังจากนั้นก็หยิบเงินออกมา 500 ก่อนที่จะโยนออกไปที่หน้าของผู้จัดการ แล้วก็พูดออกมาว่า คนต่ำๆอย่างผมก็จะมองอะไรแต่ต่ำๆ เดี๋ยวชามนี้ผมจะจ่ายเอง

หญิงชราคนนั้นไม่ยอมขยับตัวไปไหน โจก็เลยบอกว่า ยายจ๋า รีบๆกินเถอะเดี๋ยวข้าวก็เย็นหมด ผมยังมีมือมีเท้า มีเรี่ยวมีแรง จะไปทำงานที่ไหนก็ได้

โจมาทำงานที่เมืองนี้ได้ 6 เดือนกว่าแล้ว พ่อแม่ของเขาก็เริ่มอายุมากขึ้น ส่วนน้องสาวก็ยังเรียนอยู่ ทางบ้านจะต้องการใช้งาน โจก็ได้แต่เร่ร่อนอยู่ตามข้างถนน ด้วยเงินไม่กี่พันบาทในกระเป๋า เขาเสียดายเงินไม่กล้าที่จะเอาไปเช่าโรงแรมนอน ตกกลางคืนอากาศก็เย็นก็เลยไปล้มตัวนอนในโรงพยาบาล ทำแบบนี้มา 2-3 คืนแล้ว แล้วตอนนี้ก็เป็นช่วงสิ้นปี โจไม่มีแผนที่จะกลับบ้านเลย เหตุผลหนึ่งก็คือเขาจะต้องประหยัดเงิน และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาต้องการที่จะหางานเก็บเงินให้ได้สักก้อนก่อน

ผ่านไปไม่กี่วันมือถือของเขาก็ดังขึ้น คนที่โทรมาก็คือเจ้าของโรงแรมที่เขาเคยทำงาน เขาบอกว่าอยู่ที่ไหนเดี๋ยวเขาจะไปหา ผ่านไปไม่เกิน 10 นาทีประธานใหญ่ก็ขับรถหรูมารับเขาไปที่โรงแรมโดยทันที แล้วก็จ้างขอเป็นเชฟใหญ่ด้วยเงินเดือน 100000 บาท

โจรู้สึกว่าตัวเองฝันไป ไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ความจริงที่แท้จริงก็คือ ในตอนที่โจยังเป็นผู้ช่วยพ่อครัวอยู่ อยู่ดีๆเชฟใหญ่ก็รู้สึกยืนไม่ไหว แต่ลูกค้าก็ยังสั่งอาหารเข้ามาแบบไม่ขาด เชฟคนอื่นก็ยุ่ง โจก็เลยใช้ความกล้าหาญของตัวเองทำอาหารออกไปหลายเมนู เพราะว่าโจเคยเรียนในโรงเรียนสอนเทคนิคมา 2 ปีกว่า บวกกับการเรียนรู้ที่นี่ด้วย 6 เดือน จึงได้สังเกต

นึกไม่ถึงเลยว่าอาหาร 2 เมนูที่เขาทำไปเสิร์ฟที่โต๊ะประจำของลูกค้า อาหารเหล่านั้นทำให้ลูกค้าพากันชมแบบไม่หยุดปาก คิดว่าโรงแรมแห่งนี้มีเชฟชื่อดังคนใหม่เข้ามาทำงาน

และวันนี้เถ้าแก่แขกประจำร้าน ที่มีอำนาจในย่านนั้น ก็กลับมาที่ร้านอีก แล้วก็สั่งเมนูเดิม เขาบอกว่าถ้าไม่ใช่รสชาติเดิม เขาก็จะไม่กิน เขาก็เลยโทรหาประธานโรงแรมบอกว่าไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หรือว่าจะใช้เงินสูงแค่ไหน ก็ต้องหารสชาตินั้นกลับมาให้ได้

พอประทานให้รู้ว่าโจเป็นคนที่ปรุงอาหารจานนั้น และผู้จัดการก็ได้ไล่ออกไปแล้ว ประธานโรงแรมก็เลยให้การร้านออกไปทำตำแหน่งยามแทน แล้วก็ดึงโจที่ทำอาหารด้วยหัวใจเข้ามาเป็นหัวหน้าพ่อครัว มีแต่คนชื่นชมในรสชาติของอาหาร เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกว่าเป็นอาหารที่ทำด้วยใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำสักแต่ว่าเสร็จ

สุดท้ายแล้วประธานร้านอาหารก็ได้นำเงิน 250000 บาท ส่งให้กับโจ และโจก็ได้กลับบ้านนำเงินนี้ไปทำบ้านให้กับพ่อแม่ที่อยู่กระต๊อบ เล็กๆ เขามีความสุขมากกับการหาเงินมาช่วยเครอบครัว ครอบครัวของเขาก็รู้สึกปลื้มและยินดีกับเขาด้วย ที่เขาได้รับตำแหน่งนี้ น้องของเขาก็ได้เรียนจนจบ ส่วนของผู้จัดการร้านนั้นตอนนี้ก็ไปเป็นยาม ทำหน้าที่โบกรถเข้าออก

ส่วนของหญิงชราคนนั้น ความจริงแล้วก็คือแม่ของเจ้าของร้าน เขาแกล้งลองใจคนที่ร้าน และก็ได้รู้นิสัยของทุกๆคน สุดท้าย เขาให้เงินทุกคนเป็นของขวัญปีใหม่ ให้แม้กระทั่งผู้จัดการร้านที่ตอนนี้ไปเป็นยาม แล้วก็บอกว่า จิตใจจะสูงจะต่ำแค่ไหน แต่ถ้ามองคนอื่นต่ำกว่าตน คนนั้นแหละ อนาคตไม่เจริญแน่นอน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนที่ทำงานด้วยจิตใจที่ดี มักจะเจอกับสิ่งดีๆเสมอ แม้ว่าในบางครั้งอาจจะโดนคนอื่นพยายามเอาเปรียบก็ตาม สุดท้ายผลของความดีก็จะปรากฏให้พบเจอ

เขียนใหม่ / เรียบเรียงโดย : Postsod

ไม่อนุญาตให้คัดลอก ทุกกรณี บทความมีลิขสิทธิ์

แสดงความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here