เกินครึ่งอยู่แบบ เดือนชนเดือน อีก15เปอร์เซ็น ไม่มีเงินสำรองใช้ขณะตกงาน

0
781

เกินครึ่งอยู่แบบ เดือนชนเดือน อีก15เปอร์เซ็น ไม่มีเงินสำรองใช้ขณะตกงาน

ช่วงที่ผ่านมา เว็บไซต์ด้านประกันภัยและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เผยดัชนีชี้วัดสุขภาพทางด้านการเงินในช่วงวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ระบุเอาไว้ว่าคนในบ้านเราส่วนใหญ่ที่อายุ 18 ถึง 65 ปี หรือประมาณ 49.8 เปอร์เซ็นต์ มีเงินเพียงพอครอบคลุมเฉพาะรายจ่ายในแต่ละวัน หรือที่เรียกว่าเดือนชนเดือน เมื่อหักรายจ่ายอื่นๆออกไปแล้ว ก็แทบจะไม่เหลือเลย

ตัวเลขดังกล่าวนั้นเป็นตัวเลขที่ไม่เปิดไฟคิดว่าจะเกิดขึ้น กลุ่มอายุผู้ที่มีเงินเดือนชนเดือนมากที่สุดจะเป็นช่วงอายุ 36 ถึง 45 ปี หรือประมาณสัดส่วนที่ 53 เปอร์เซ็นต์ ลองลงมาจะเป็นกลุ่มอายุ 56 ถึง 65 ปี ประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับกลุ่มอายุ 23 ถึง 35 ปี ที่ 51%

ทางด้านนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ได้กล่าวรายงานว่า คนส่วนใหญ่มีสถานการณ์ เงินชอร์ท (Shortage of money)” หรือที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง 25% สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งที่เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าบ้านเราก็ตาม

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผลสำรวจของโกแบร์ ยังได้ระบุอีกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของคนในบ้านเรา ไม่มีเงินสำรองใช้เมื่อถึงเวลาตกงาน ทำให้หลายคนมองว่าการตกงานนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว

ออม-ลงทุนได้ แม้มีเงินไม่มาก

นายเบญจรงค์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการแก้ปัญหาคือการเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ แต่หลายคนมักอ้างว่าไม่มีเงินลงทุนเลย เพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง และแทบไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่าย แต่ตนต้องการให้ทุกคนปรับมุมมองเสียใหม่ว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ เพียงมี 100 บาทก็เก็บออมไว้ใช้ในยามวิกฤตหรือย า ม ฉุ ก เ ฉิ น ผ่านรูปแบบกองทุนรวม ได้แล้ว

“ถ้าล้วงไปในกระเป่าตังค์ มีแบงก์ 100 แปลว่าเริ่มลงทุนได้” นายเบญจรงค์ กล่าว

นายภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการเพจเทพลีลา ที่มาร่วมพูดคุยในงานสืบฟินวินทุกเรื่องเงินของโกแบร์ บอกว่า ตัวเองเคยประสบภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังในช่วงน้ำท่วมภาคกลางปี 2554 ซึ่งตอนนั้นตนเหลือเงินในบัญชีเพียงหลักร้อย และไม่พอจ่ายให้กับพนักงานในธุรกิจของตัวเอง

บทเรียนในเรื่องดังกล่าว ตนจึงวางแผนให้บริษัทมีเงินเลี้ยงพนักงานไปถึงอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังต่อบริษัท ที่อาจกระทบต่อไปยังพนักงานได้

คนบ้านเราออมเงินช้า-ไม่พอใช้หลังเกษียณ

นายเบญจรงค์ พูดถึงเรื่องการออมเงินในวัยเกษียณ โดยอ้างอิงผลสำรวจของโกแบร์อีกว่า ค่าเฉลี่ยอายุที่คนในบ้านเราต้องการเกษียณคือ 53 ปี ซึ่งถือว่าเร็วกว่าอีก 3 เขตเศรษฐกิจที่โกแบร์สำรวจ คือ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แต่จุดที่คนยังตามหลังคนในพื้นที่เหล่านี้ คือ การออมเงินที่ช้ากว่า

การออมเงินที่ช้ากว่า ทำให้เงินเก็บน้อยกว่า ทำให้ยิ่งมีปัญหาเมื่อถึงเวลาเกษียณจริงๆ ที่หลายคนใช้เงินหมดไปก่อนที่จะหมดอายุขัย

“ตอนมีชีวิตใช้เงินไม่หมด ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ ใช้เงินหมดก่อนจากไป”

นายเบญจรงค์ ฝากคำแนะนำไว้ว่า การออมในบัญชีเงินฝากอาจไม่เพียงพออีกแล้ว เพราะขณะนี้ธนาคารให้ดอกเบื้ยน้อยมาก การฝากเงินรูปแบบนี้อาจไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว แต่การจะให้ไปลงทุนในหุ้น ก็ต้องศึกษามากๆ และต้องมีเวลาดูความเคลื่อนไหวมากพอ ดังนั้นสำหรับคนทั่วไป แม้แต่ตัวเองก็ตาม อาจลงทุนในกองทุนรวม หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีก็ได้ในเบื้องต้น

ขอขอบคุณ : sanook

แสดงความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here